แนวความเชื่อและศาสนาโรมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                        

 
 

 

ก่อนที่ชาวโรมันจะติดต่อและมีความสัมพันธ์กับกรีก มีความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ โชคลาง  และภูตผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทางที่ประจำอยู่ในธรรมชาติต่อเมื่อชาวกรีกได้เข้ามาตั้งอาณานิคม  ในตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลิได้นำความเจริญของกรีกเข้ามาเผยแผ่ และเมื่อโรมัน สามารถ ผนวกกรีกให้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิชาวโรมันจึงรับเอาแนวความคิดเกี่ยวกับ เรื่องเทพเจ้าของกรีกมาทั้งหมดโดยเปลี่ยนชื่อมาจากภาษากรีก เป็นภาษาลาติน  การประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับเทพเจ้ามิได้รับมา ทั้งนี้ชนกลุ่มหนึ่งเทียบได้กับพระทำหน้าที่ทางศาสนาโดยมี Pontifex   Maximus  เป็นประมุขซึ่งมักจะได้แก่กงสุลในสมัยสาธารณรัฐและจักรวรรดิในสมัยจักรวรรดิ

            จากการที่อาณาจักรโรมันไม่มีศาสนาเป็นของตัวเอง  ดังนั้นเมื่อยึดครองดินแดนไม่ปล่อยให้ประชนในแต่ละท้องถิ่นปฏิบัติตามแนวความคิด ความเชื่อทางศาสนาของตนเอง เช่นเดียวกับชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ยังคงสามารถนับถือศาสนายิวหรือยูดายมาโดยตลอดในช่วง ค.ศ.1 พระเยซู ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเบธเลเอ็ม  (Bethlehem) และความเติบโตที่เมืองนาซาเลส (Nazareth) พระองค์ได้ศึกษาคัมภีร์ (The old  tcstmcnt) ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ของศาสนายูดาย และฝากตัวเป็นศิษย์ของโยฮัน เมื่อมีอายุประมาณ30 ปีได้เลื่อนประกาศศาสนา สั่งสอนประชาชนชาวยิว  ทรงเรียกตนว่าเป็นบุตรพระเจ้า การประกาศศาสนาของพระเยซูในครั้งนี้ไปสอนคล้องกับความคิดความเชื่อของชาวยิว ในขณะที่เชื่อว่าจะมีพระผู้ไถ่บาป (The  messiah)  มาช่วยให้ยิวพ้นทุกข์ พระเยซูดำเนินประกาศศาสนาได้เพียง3ปี ก็ถูกประหารด้วยการตรึงไม้กางเขน  หลังจากนั้นศิษย์ได้ดำเนินการเผยแผ่ศาสนาไปยังสถานที่ต่างๆ  ลูกศิษย์คนสำคัญคือ ปีเตอร์หรือเซนต์ปีเตอร์ ผู้ดำเนินการประกาศศาสนาในกรุงโรมเป็นการตั้งรากฐานคริสต์จักร เป็นครั้งแรกในจักรวรรดิโรมัน  ส่วนศิษย์อีกคนหนึ่งคือ ปอล หรือ เซนต์ปอล  ได้ดำเนินการประกาศศาสนาคริสต์ในดินแดนตะวันออกกลาง  และคำสอนของเซนต์ปอล  ได้แผ่ไปถึงกรีกเซนต์ปอล  ได้ ทำให้ศาสนาคริสต์แผ่หลายไปยังดินแดนต่างๆมากยิ่งขึ้นโดยวางหลักปฏิบัติทาง ศาสนาด้วยการจัดตั้งองค์การศาสนาและระบอบการบริหารงานให้มีประสิทธิ์ภาพ  นอกจากนี้แล้วเซนต์ปอลยังได้เสนอแนวความคิดว่าศาสนาคริสต์มีความเป็นสากลเพราะพระเยซูคริสต์ มิได้มาไถ่บาปได้เพียงเฉพาะชาวยิวเท่านั้น หากแต่ทรงมาไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ซึ่งมีบาปติดมาแต่กำเนิดมนุษย์ จะรอดพ้นจากบาปก็การมีศรัทธาและความเชื่อต่อพระเจ้าที่พระเยซูทรงสั่งสอน  คำสอนของพระเยซูถูกบันทึกไว้ในคัมภีย์ (The  newtestamnt) ซึ่งคำสอนเหล่านี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ศาสนายูดายกล่าวคือ

 1. เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวคือพระยะโฮวาห์ซึ่งแบ่งเป็นสามิติคือพระบิดา(The  father)  พระบุตร (The  son)   พระจิต (The  holyghost) เรียกว่าไตรเทพ นอกจากนี้ยังเชื่อในคำพยากรณ์ทางศาสนา พยากรณ์อื่นๆในคัมภีย์เก่า

2. เน้นคุณค่าของความรักซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของศาสนาคริสต์มีความเมตตามีความเอื้อเฟื้อต่อกัน มีความห่วงใยฉันท์พี่น้องสิ่งเหล่านี้พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทรงประทานให้กับมนุษย์ทุกคนล้วนหน้าเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนเลวคนรวยหรือคนจน ก็ตาม ซึ่งเป็นการยกระดับฐานะบุคคลในสังคมให้ทัดเทียมเสมอภาค  นอกจากนี้ยังสร้างความหวังในโลกหน้าโดย ได้ให้สัญญาแห่งความรักของพระเป็นเจ้าและการมีสิทธิจะมีสิทธินิรันดร์ ในอาณาจักรของพระองค์

3.เน้นการมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า การกระทำเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง ด้วยการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน ประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้านอกจากนี้ยังปิบัติตามหลักการอื่นๆที่ปรากฎในพระคัมภีย์

4.พระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าเป็นผู้ไถ่บาปของมวลมนุษยชาติ ผู้ที่เจ้าเข้าถึงและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเยซู เท่านั้นที่จะผ่านเข้าสูอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์เป็นผู้ปลดบาปที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด นอก จากนี้ยังยอมรับแนวคิดเรื่องวันตัดสินครั้งสุท้ายซึ่งเป็นวันที่พระผู้เป็น เจ้าทรงตัดสินว่าใครมีสิทธิใช้ชีวิตในอาณาจักรได้นิรันดร์

            ด้วยแนวคิดในคำสอนของพรเยซูคริสต์และการเผยแผ่ศสานาของสานุศิษย์คนสำคัญดังกล่าว ยังมีผลให้ศาสนาคริสต์แพร่หลายไปยังชุมชนต่างๆโดยในระยะแรกเริ่ม  แพร่หลายในหมูคนยากจนและค่อยๆขยายสู่พ่อค้าประชนทั่วไปที่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ในสังคมเข้าสู่ช่วงปลายของจักรวรรดิโรมัน  ศาสนาคริสต์ที่นับถือจำนวนมากได้มีการเอาทฤษฎีการแข่งขันยุติธรรมของจักรวรรดิ กาเลติตุส ใน ค.ศ.311 ยอมให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาโดยเปิดเผยครั้นเมื่อจักรวรรดิ คอนแสตนดิน ครองอำนาจทรงประกาศองค์การแห่งมิลาน (Edict  of  milan) ใน ค.ศ. 313 ที่ยอมยกฐานะศาสนาคริสต์ให้มีสิทธิเท่าเทียมกับจักรวรรดิและพระองค์ทรงเลื่อมใสศาสนานี้หลังจากนั้นเป็นต้นมา ศาสนาคริสต์เป็นที่ยอมรับนับถือในหมูชนชั้นสูง และในที่สุด จักรพรรดิ ทีโอโดซิอุส (Theodosius) ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำ จักรวรรดิโรมันเมื่อ ค.ศ. 380 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตามลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่กฎในจักรวรรดิโรมันมิได้มีเพียงแต่ศาสนาคริสต์เท่านั้น   ยังมีลัทธิความเชื่ออื่นๆ  อีกที่ควรกล่าวถึง  คือ  ลัทธิเพลได้ใหม่ ต(Neoplatonism)  ผู้เสนอแนวคิดนี้คือ  โพลไทนัส(ค.ศ.205-207)  ได้กล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวคือ  สัจจะและความเป็นจริง  ซึ่งเป็นเป็นความเต็มเปี่ยม  เป็นเอกภาพ  ความจริงดังกล่าวเป็นอนันตภาพไม่มีขอบเขตและอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์  โพลไทนัส  เรียกสิ่งนั้นว่าหนึ่งเดียวหรือThe one  มนุษย์อาจรู้จักและเข้าถึงได้ด้วยการเข้าณาญเท่านั้น   แนวความคิดดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโรมันในเวลานั้นว่า  เหตุผลไม่อาจเข้ามาปลอบประโลมความผิดหวังต่อการมีชีวิตในโลกได้  ลัทธิเหตุผลนิยมของกรีกหาความหมายอะไรมิได้  ความจริงที่มีคุณค่าควรแก่การเรียนรู้อาจมีอยู่จริงแต่สิ่งนั้นอยู่เหนือความรู้ความเข้าใจของมนุษย์  คนทั่วไปในยุคนี้จึงไม่คิดหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาใดๆ  แต่สิ่งที่ปรารถคือ  การสามารถรวมตัวเข้ากับพระผู้เป็นเจ้าในแบบลึกลับต่างๆ

            ส่วนทางด้านปรัชญาความคิด  รับแนวความคิดทางปรัชญามาจากกรีกโดยเฉพาะแนวคิดของพวกสโตอิด  เรื่องความมีเหตุผลความยุติธรรมตามธรรมชาติและความเท่าเทียมกันมาใช้ในกฎหมายโรมัน กลุ่มนักปรัชญา คือ

กลุ่ม Scipionic cricle  ได้เสนอแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ซึ่งทำให้เกิดความยุติธรรมในรัฐ  และเสนอเรื่องความเป็นหนึ่งอันเดียวกันของเชื่อชาตินอกจากนี้  โพลีบิอุส  เสนอแนวคิดว่า  ระบบการปกครองแบบผสมเป็นระบบการปกครองที่ดีที่ป้องกันมิให้เสื่อมไปตามธรรมชาติ  โดยกล่าวว่าโลกที่โรมันปกครองเป็นรัฐโลกเพราะได้ปรับอำนาจของสถานบันปกครองให้มีความสมดุล  โดยที่กงสุลมีลักษณะเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  สภาเซเนทมีลักษณะเป็นแบบอภิชนาธิปไตย  สภาราษฎร์มีลักษณะเป็นแบบประชาธิปไตย  ทั้ง 3 สถานบัน  ต่างมีอำนาจตรวจสอบซึ่งกันและกัน  อันเป็นการจัดสมดุลอำนาจทางการเมืองในระบบ  Check and Balance

ซิเซโร เห็นด้วยกับความคิดว่าระบบการเมืองแบบผสมทำให้เกิด Check and Balance  ผลสำคัญของซิเซโรคือการเอาความคิดเรื่องกฎธรรมชาติมาผนวกกับลัทธิสโตอิดโดยถือว่ากฎธรรมชาติ คือ รัฐธรรมนูญของรัฐโลก  กฎนี้ไม่เปลี่ยนแปลงและใช้สำหรับทุกคน  (ในแง่นี้ทุกคนจึงเท่าเทียมกัน) สิ่งใดที่ขัดกับกฎนี้จะถือเป็น      กฎหมายมิได้

ซิเซโรมองว่าการมีคนมารวมกันเป็นประชาคมจะต้องการยอมรับกฎหมายสิทธิและประโยชน์ส่วนร่วม  ซึ่งทำให้เกิด 3 ประการ คือ

1.รัฐและกฎหมายเป็นสมบัติของประชาชน  เกิดจากการรวมกันแห่งอำนาจของประชาชน

2.อำนาจการเมืองที่ใช้อย่างถูกต้องจะสอดคล้องกับอำนาจขอประชาชน

3.รัฐและหมายของรัฐอยู่ใต้กฎของพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้เป็นการยอมรับว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ  และการปกครองต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน

เซเนกา ได้รับอิทธิพลจากลัทธิสโตอิกเช่นเดียวกับซิเซโร แต่ได้เน้นสังคมมากกว่ารัฐและมีความผูกพันกับศีลธรรมมากกว่ากฎหมายการเมือง นอกจากนี้ยังได้แยกประโยชน์ทางโลกออกจากประโยชน์ทางวิญญาณ  ลักษณะความคิดของเซเนกาเป็นศาสนา 2 ประการ  คือถือว่าบาปเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเน้นที่ความเข้าใจกันความสุภาพ คุณธรรม